Archive 2019

ต้องดูแลตัวเองบ้างแล้ว ก่อนหมดปีนี้

หากใครที่กำลังมีแผนจะดูแลสุขภาพของตัวเองรับปีใหม่แบบนี้แล้วละก็ เรามีเคล็ดลับ 5 ข้อในการปฏิบัติตัวให้สุขภาพดีมากขึ้น นอกจากการออกกำลังกายและการควบคุมอาหาร จากผู้เชี่ยวชาญมาฝากกันค่ะ

1. ใส่ใจจิตใจของตนเอง
นอกจากการออกกำลังกายและการเล่นกีฬาแล้ว เราควรจะใส่ใจความคิดของเราควบคู่ไปด้วย การเรียนรู้ความคิดของตนเอง การรู้จักตนเอง คือความสามารถในการรับรู้ เข้าใจความรู้สึก และเข้าใจถึงแรงผลักดันของคุณ สิ่งเหล่านี้ มีบทบาทสำคัญในการดูแลสุขภาพจิตใจและร่างกายควบคู่กัน การทำความเข้าใจความคิดของตนเองจะทำให้คุณมีสติในการตัดสินใจหลาย ๆ อย่าง ซึ่งการรู้จักตนเองนั้นทำได้หลายวิธี เช่น นั่งสมาธิ หรือจดบันทึก นั่งทบทวนความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับตนเองก่อนนอนก็ได้

2. รับเลี้ยงสุนัข
ดร. Rhys Thatcher ผู้เชี่ยวชาญด้านสรีรวิทยาการออกกำลังกายจากมหาวิทยาลัย Aberystwyth กล่าวว่า โดยปกติเมื่อเราพูดถึงการออกกำลังกาย คนส่วนมากเลือกที่จะเข้ายิม แต่ส่วนน้อยเท่านั้นที่จะสามารถออกกำลังกายในยิมได้นานเกิน 2 เดือน ดังนั้นเราจึงควรนำการออกกำลังกายเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในกิจวัตรประจำวัน และอีกหนึ่งทางเลือกคือการเลี้ยงสุนัข! เพราะเมื่อคุณพาเจ้าสี่ขาออกไปเดินเล่น หรือวิ่งในสวนในแต่ละวันก็ทำให้คุณได้เผาผลาญแคลอรี่ ไปพร้อม ๆ กับเพื่อนที่ซื่อสัตย์และในเวลาเดียวกันคุณก็จะได้บำบัดสุขภาพจิตใจไปในตัวอีกด้วย

3. รับประทานผักอย่างน้อย 30 ชนิดภายในหนึ่งสัปดาห์
อย่างที่เรารู้กันว่าการรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เป็นอีกหนึ่งปัจจัยในการมีสุขภาพที่ดี แต่ ดร. Megan Rossi นักวิจัยด้านโภชนาการของมหาวิทยาลัย King’s College บอกกับเราว่า เราต้องรับประทานผักให้ได้อย่างน้อย 30 ชนิดในหนึ่งสัปดาห์ เพราะในลำไส้ของเรามีแบคทีเรีย (ที่รู้จักกันในนาม microbiome) ที่มีผลต่อสุขภาพของเรา เช่น โรคภูมิแพ้ โรคอ้วน โรคซึมเศร้า เป็นต้น ดังนั้นการรับประทานผักหลายชนิดจะช่วยเพิ่มอัตราการอยู่รอดของแบคทีเรียในลำไส้ และลดอัตราการเกิดโรคต่าง ๆ ได้

4. ยิ้มให้บ่อยขึ้น!
หลังจากวันหยุดยาวหลาย ๆ คนมักจะตั้งเป้าหมายให้กับตัวเองว่า ฉันจะเข้ายิมให้ได้อย่างน้อยกี่ครั้ง/สัปดาห์ ก็ว่ากันไป แต่การตั้งเป้าหมายให้ตัวเองแบบนี้บางครั้งก็ไม่สามารถทำได้ และมันอาจทำให้คุณรู้สึกท้อแท้และผิดหวัง ดังนั้น ดร. Gill นักวิจัยจาก Warwick Medical School จึงบอกว่า ก่อนที่เราจะตั้งเป้าหมายใด ๆ เราต้องมีความสุขกับการใช้ชีวิตก่อน เพราะเมื่อเรามีความสุขเราจะมีแรงผลักดันในการทำ Challenging หรือทำสิ่งที่ยากได้ โดยไม่ยึดติดกับการเปลี่ยนแปลง แล้วคำถามคือคุณจะมีความสุขได้อย่างไรละ? ง่าย ๆ เลยคือเริ่มจากการยิ้ม และในขณะเดียวกันให้คุณระบุสิ่งที่ทำให้คุณไม่มีความสุขออกมา แล้วหาทางแก้ไขมันซะ เพียงแค่นี้คุณก็จะมีความสุขได้ง่ายขึ้น และคุณก็พร้อมที่จะมองหาสิ่งอื่นเพื่อทำให้สุขภาพของคุณดีขึ้นในปีต่อไป

5. อย่างสุดท้าย พักผ่อนให้เพียงพอ!
สิ่งสำคัญที่ทุกคนรู้และหลายคนทำไม่ได้สักที ร่างกายต้องการการพักผ่อนอย่างน้อย 7-9 ชม./วัน แต่คนส่วนมากจะนอนเพียงแค่ 5 ชม. เท่านั้น คุณรู้หรือไม่เพียงแค่ 5 ชม. ก็ส่งผลต่อสุขภาพของคุณได้แล้ว ดังนั้นคุณจึงควรพักผ่อนให้เพียงพอ และหากใครมีปัญหานอนหลับยาก ผู้เชี่ยวชาญของเราก็แนะนำว่าให้คุณหลีกเลี่ยงการดื่มคาเฟอีน และการได้รับแสงสีฟ้าก่อนเข้านอน ก็จะสามารถช่วยคุณได้มากเลยทีเดียว

อย่านิ่งนอนใจ อาการปวดหลัง ไม่ใช่เรื่องปกติ

อาการปวดหลังเป็นอาการที่พบได้บ่อยในคนทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะในปัจจุบันจะพบมากขึ้นในคนวัยทำงาน ซึ่งหากปวดมากก็อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวันได้

ปวดหลังบ่อย…เกิดจากอะไรกันแน่
อาการปวดหลังเกิดจากการอักเสบของกล้ามเนื้อ ซึ่งอาจเกิดจากการใช้กล้ามเนื้อบริเวณนั้นมากเกินไป หรือเกิดอุบัติเหตุเล็กๆ น้อยๆ ซึ่งอาจจะหายได้เองหากงดการใช้กล้ามเนื้อบริเวณนั้นสักพัก หรือมียาทาภายนอกที่ช่วยลดอาการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ แต่หากมีอาการปวดหลังที่พ่วงด้วยอาการอื่นๆ ก็ถือเป็นสัญญาณเตือนอันตรายที่อาจกำลังบอกว่า มีความผิดปกติเกิดขึ้นภายในร่างกาย และถึงเวลาที่ต้องได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง

อาการเหล่านี้…คือสัญญาณของความผิดปกติ
1.มีอาการปวดที่เดิมๆ อย่างต่อเนื่องมากกว่า 6 สัปดาห์
2.ปวดมากจนรู้สึกได้ถึงความผิดปกติ อาการไม่ทุเลาลง
3.ปวดแบบเจ็บแปลบเหมือนเข็มจิ้ม
4.ปวดร้าวยาวลงไปจนถึงต้นขา จนอาจมีอาการขาอ่อนแรง ปวดปลีน่อง จนทำให้เดินลำบาก หรือเดินได้นิดหน่อยก็มีอาการปวดจนทรมาน
5.ปวดบริเวณก้นกบ ที่ไม่ได้มีสาเหตุมาจากอุบัติเหตุ
6.มีอาการปวดปัสสาวะแสบขัด มีสีขุ่น หรือมีไข้ ร่วมกับอาการปวดหลังบริเวณเอว (อาจเป็นอาการเริ่มต้นของอาการนิ่วในไต หรือไตอักเสบ)
7.ปวดจนขา หรือเท้ามีอาการชา
8.เคลื่อนไหวอย่างอิสระไม่ได้ เช่น ก้มตัว ยืดตัวตรง
9.กลั้นปัสสาวะ หรืออุจจาระเริ่มไม่ค่อยอยู่

แต่หากไม่สามารถหาสาเหตุของอาการปวดหลังที่เรื้อรังที่กินเวลานานได้ และยังมีอาการเหล่านี้ร่วมด้วย ควรปรึกษาแพทย์เพื่อทำการตรวจโดยละเอียด เพื่อค้นหาสาเหตุที่แท้จริง และทำการรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อให้สามารถกลับมาใช้ชีวิตประจำวันตามปกติได้โดยเร็ว