Category สุขภาพทั่วไป

ขี้หูอุดตันไม่ใช่เรื่องเล็กต้องรีบรักษา

หลายคนไม่ทราบว่าอาการเจ็บป่วยที่เกิดในบริเวณช่องหูนั้น เป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะในรูหูหรือช่องหูนั้นมีเส้นประสาทจุดสำคัญที่เชื่อมในร่างกายเยอะมาก ถ้าหากว่าอักเสบหรือฉีกขาดบริเวณนั้น อาจส่งผลต่อการได้ยินในอนาคตได้เลย ซึ่งการดูแลรักษาหูให้อยู่ดีไม่มีปัญหานั้น ไม่จำเป็นต้องเคร่งเครียด แต่ต้องอาศัยการสังเกตและดูแลอย่างสม่ำเสมอและเบามือ เพื่อไม่ให้เกิดการบาดเจ็บ 

สำหรับสาเหตุของการมีขี้หูอุดตันนั้น ส่วนใหญ่มาจากน้ำเข้าหูแล้วไม่ได้รับการปล่อยออกบ้าง จนเกิดการสะสมหนาขึ้นเรื่อยๆ โดยจะใช้เวลาสะสมจนเกิดอาการนานแค่ไหนนั้น ขึ้นอยู่กับบุคคลด้วย บางคนเป็นกรรมพันธุ์ ร่างกายผลิตขี้หูออกมามากกว่าคนทั่วไป ซึ่งไม่ได้แปลว่าจะเป็นปัญหากับชีวิตขนาดนั้น แต่คุณจะต้องคอยสังเกตตัวเอง และหนึ่งปีควรไปพบแพทย์เพื่อเช็กสุขภาพในช่องหู อย่างน้อย 1 ครั้ง 

ขี้หูที่อยู่ในร่างกายนั้นไม่ใช่สิ่งที่เลวร้าย เพราะในทางทฤษฎีนั้น ขี้หูในปริมาณที่เหมาะสม จะช่วยขจัดสิ่งสกปรกที่เล็ดลอดเข้ามาในหูได้เป็นอย่างดี เหมือนกับขี้มูกที่อยู่ในรูจมูก ก็ช่วยขนจมูกปกป้องเศษฝุ่นให้เราอีกแรงหนึ่ง ถ้ามองในแง่นี้ขี้หูเองก็ไม่ใช่ผู้ร้ายสักเท่าไหร่ เพียงแต่ถ้าตัวเรามีขี้หูเยอะมากเกินไป จะรู้ได้เลยทันทีเพราะเราจะได้ยินเสียงรอบตัวเบาลงอย่างเห็นได้ชัด รวมถึงมีอาการปวดหูร่วมด้วยเป็นระยะ บางคนรุนแรงมากถึงขั้นปวดจนทนไม่ได้ ต้องให้ยาคลายปวด และรีบหาทางรักษาให้เร็วที่สุด 

ค่ารักษาพยาบาลในการดูดขี้หูนั้น จะขึ้นอยู่กับปริมาณของขี้หูแต่ละคน เพราะถ้าขี้หูเยอะมากและแข็งจะละลายให้นิ่มได้ยาก อาจต้องมาทำหลายครั้ง และบางคนต้องมียาหยอดกลับไปหยอดเพิ่ม โดยส่วนใหญ่โรงพยาบาลเอกชนจะอยู่ที่ครั้งละ 800 -1,000 บาท เป็นเริ่มต้น แต่สำหรับโรงพยาบาลรัฐ อาจจะถูกกว่านี้หรือไม่ต้องจ่ายเลยก็ได้ 

คอยหมั่นสังเกตสุขภาพตัวเองให้ดี การได้ยินเป็นอีกหนึ่งการดำเนินชีวิตของมนุษย์ หากการได้ยินสูญเสียไปหรือบกพร่อง จะทำให้ร่างกายต้องปรับตัวให้มากขึ้น และเราอาจเครียดมากจนเกิดปัญหาต่างๆ ตามมา ทางที่ดีคือดูแลสุขภาพหูให้ดีอยู่ตลอด เท่าที่จะทำได้ อย่าปั่นหูหรือแคะหูด้วยไม้ปลายแหลม เพราะจะทำให้เกิดการบาดเจ็บได้ง่าย และถ้ารู้ตัวว่าหูเริ่มมีปัญหาให้รีบไปพบแพทย์ทันที อย่ารอให้อาการรุนแรง เพราะไม่อย่างนั้นอาจจะไม่ทันรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ แล้วจะกลายเป็นปัญหาใหญ่ตามมา บอกเลยว่ารักษายากแน่นอนคราวนี้ 

 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย    ซื้อหวยออนไลน์ เว็บไหนดี

สุขภาพช่องปากของผู้สูงวัย

ปัญหาด้านสุขภาพช่องปากของผู้สูงวัย

ฟันผุและรากฟันผุ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้จากการมีช่องปากแห้ง การใส่ฟันปลอมจำพวกถอดได้นิดหน่อย การมีอนามัยโพรงปากไม่ดีเพราะว่าความไม่สบายของโรคทางร่างกาย
– โรคปริทันต์ มีสาเหตุจากโรคเหงือกอักเสบเรื้อรัง แพร่กระจาย กลายเป็นโรคปริทันต์อักเสบ ส่งผลไปถึงเอ็นยึดฟันรวมทั้งกระดูกเบ้าฟัน ทำให้ฟันโยก
– ฟันสึก ฟันสึกในฟันกราม มีสาเหตุจากการบดของกินที่แข็ง หรือรับประทานอาหารที่มีความเป็นกรดสูงเป็นประจำหรือใช้เฉพาะรอบๆ นั้นบดของกินโดยตลอด ฟันสึกรอบๆ ข้างๆ แก้มตรงคอฟัน จากการขัดฟันด้วยแปรงขนแข็งรวมทั้งแปรงไม่ถูกแนวทางแบบเช็ดไปๆ มาๆ
– น้ำลายแห้ง มีสาเหตุจากการกินยารักษาหลายแบบเป็นระยะเวลาที่ยาวนาน ทำให้บด กลืน กล่าวทุกข์ยากลำบาก มีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดฟันผุหรือบางทีอาจเจอการได้รับเชื้อรา แล้วก็ปวดแสบปวดร้อนในปาก
– แผลที่กลายเป็นโรคมะเร็งโพรงปาก

– แผลในโพรงปาก อาทิเช่น แผลร้อนใน เจ็บจากฟันปลอม แผลอักเสบมุมปาก ซึ่งเป็นผลมาจากการสูญเสียฟันหลายๆ ซี่ หรือฟันสึกมากๆ หรือการใส่ฟันปลอมแบบผิดๆ

– โรคมะเร็งโพรงปาก มีสาเหตุมาจากการอักเสบเรื้อรังร่วมกับการระคายเคืองที่เกิดขึ้นบ่อยๆ นานๆ อาจเกิดขึ้นจากฟันคม ฟันปลอมที่ทำให้เคือง การกินหมากพลู อมยาฉุน ดูดบุหรี่

วิธีการทำความสะอาดฟันรวมทั้งโพรงปาก

ควรที่จะเลือกแปรงสีฟัน ไม่เล็กหรือใหญ่เกินความจำเป็นเมื่อเทียบกับขนาดโพรงปาก มีขนแปรงที่นุ่มและก็ปลายมน อายุการใช้งาน 2 – 3 เดือน แนวทางแปรงฟัน ควรจะแปรงฟันอย่างต่ำวันละ 2 ครั้ง รุ่งเช้ารวมทั้งก่อนนอน ร่วมกับการใช้ยาสีฟันประเภทครีมที่ผสมฟลูออไรด์

แนวทางการทำความสะอาดฟันปลอม

– ฟันปลอมจำพวกถอดได้ ควรจะถอดชำระล้างหลังรับประทานอาหารทุกมื้อ โดยใช้แปรงสีฟันขนอ่อนกับน้ำสบู่ แล้วล้างด้วยน้ำที่สะอาด รวมทั้งเมื่อนอนเอาฟันปลอมแช่น้ำไว้เสมอ เพื่อไม่ให้ฟันปลอมแตกหรือแห้ง

– ฟันปลอมจำพวกติดแน่น ควรที่จะใช้ไหมขัดฟันใส่เข้าใต้ฟันปลอมและก็ขอบเหงือกหลังรับประทานอาหารเพื่อทำความสะอาด

การเลือกกินอาหาร

– ของกินพวกโปรตีนที่ย่อยง่าย รวมถึงผัก ผลไม้ที่มีกากใยสูง รสไม่หวานมาก

– ลดของกินที่นุ่มละเอียดมากๆหรือเหนียวติดฟัน หรือแข็ง เนื่องจากว่าจะมีการหลงเหลือรวมทั้งชำระล้างยาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ใส่ฟันปลอมต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ

– ลดของกินเปรี้ยวจัดรวมทั้งพวกน้ำอัดลม ด้วยเหตุว่ามีกรดทำให้ฟันสึกหรอได้

ความเชื่อผิดๆ ในการออกกำลังกายของผู้หญิง

ความเชื่อผิดๆ ในการออกกำลังกายของผู้หญิง
ในการออกกำลังกายให้เกิดการเผาผลาญไขมัน และสลายกล้ามเนื้อน้อยที่สุดคือ ควรออกกำลังกายแบบ weight training ควบคู่ไปกับการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ และเพื่อให้ได้ผลดีคือ ควบคุมอาหารด้วย

ความเชื่อที่ว่าผู้หญิงไม่ควรยกเวท เพราะจะกล้ามโตเหมือนนักเพาะกาย?
• การที่กล้ามเนื้อจะเพิ่มขึ้นมาได้ขนาดนั้น เราต้องออกแรงจนกล้ามเนื้อเกือบรับไม่ไหว เพื่อให้กล้ามเนื้อสร้างตัวเองเพิ่มขึ้น โดยต้องมีสารอาหารและการพักผ่อนที่เหมาะสมด้วย แต่สำหรับการยกเวทเบาๆ หรือการออกกำลังกายชนิดใช้แรงต้าน จะช่วยคงไว้ซึ่งกล้ามเนื้อของเรา ไม่ให้หายไปขณะออกกำลังกายนั่นเอง

• ข้อดีของผู้ที่ชอบยกเวทอย่างหนัก คือ จะได้รางวัลทางอ้อม เพราะทุกๆ 0.5 กิโลกรัมของมวลกล้ามเนื้อที่เพิ่มขึ้นจะช่วยเพิ่มการเผาผลาญพลังงานได้ถึง 40-50 kcal ต่อวัน และจะดียิ่งกว่าหากเราออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอเพิ่มด้วย เพราะจะทำให้การออกกำลังกายมีประสิทธิภาพมากขึ้น เนื่องจากร่างกายจะใช้พลังงานพร้อมใช้ (Dietary Fuel) ไปจนหมดในช่วงครึ่งชั่วโมงแรกของการออกกำลังกายและจะดึงเอาไขมันสะสมมาใช้เป็นพลังงานแทนหลังจากที่พลังงานส่วนแรกหมดลง เพื่อชดเชยและซ่อมแซมกล้ามเนื้อ ที่ใช้ขณะออกกำลังกาย

โดนหมัดกัดเสี่ยงเสียชีวิตจริงไหม?

 

“หมัดแมว” หากคุณเป็นทาสของเจ้าแมวสุดที่รักของคุณ คุณคงที่จะแคยเห็นหรือเห็นเป็นประจำอยู่แล้ว จากข่าวดังการเสียชีวิตของนักเรียนหญิง ม.5 เนื่องจากถูกหมัดแมวกัด และติดเชื้อในกระแสเลือด ทำให้ตอนนี้ในหมู่คนเลี้ยงสัตว์ได้ให้ความสนใจกับหมัดแมวเป็นจำนวนมาก แล้วคำถามในตอนนี้ก็คือหมัดแมวอันตรายกัดแล้วเสียชีวิตจริงหรือไม่ แล้วเราต้องระมัดระวังตัวอย่างไร?

หมัดแมว กัดมนุษย์ อันตรายถึงชีวิต?
สพ.ญ.รัตนพร ตั้งวังวิวัฒน์ นายสัตวแพทย์ กองโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค (คร.) กล่าวว่า ปัจจุบันยังไม่มีรายงานว่า หากโดนหมัดกัดแล้วจะทำให้เสียชีวิต จากข่าวที่ว่าติดเชื้อในกระแสเลือด ก็ยังไม่ทราบแน่ชัดว่า สาเหตุของการเสียชีวิตเกิดจากหมัดแมวจริงหรือไม่ ต้องทำการตรวจอย่างจริงจัง สอบสวนโรคและวินิจฉัยเพิ่มเติม ทั้งนี้ได้ยืนยันว่าการถูกหมัดกัดไม่สามารถทำให้เสียชีวิต

อันตรายจากหมัดแมว
หมัดแมว ถึงแม้ว่าจะไม่มีรายงานมาว่าเมื่อถูกกัดแล้วทำให้เสียชีวิต แต่หากเมื่อถูกกัดเข้าแล้วจะมีอาการคันแน่ๆ เกิดขึ้น และตามมาด้วยตุ่มแดงบริเวณที่ถูกกัด บางครั้งก็ใช้เวลา 2-4 วันหลังจากถูกกัด หรือบางครั้งอาจเกิดขึ้นทันที ทั้งนี้อาจจะเกิดอาการแพ้บริเวณผิวหนัง จากการสัมผัสน้ำลายหมัดหรือขี้หมัด โดยเฉพาะบริเวณข้อมือ ข้อเท้า ที่สัมผัสกับสัตว์ โดยอาการแพ้อาจเกิดขึ้นภายใน 2-4 ชั่วโมงหลังถูกกัดหรือใช้เวลาเป็นวัน แต่ยังไม่พบรายงานการแพ้อย่างรุนแรง ที่ทำให้ช็อกหรือเสียชีวิตเลย

เห็บ หมัด อันตรายทั้งต่อสัตว์ และคน
อย่างไรก็ตาม หากถูกเห็บและหมัดกัด ถึงแม้จะไม่ได้ส่งอันตรายใดๆ ถึงชีวิตในทันที แต่ในทางการแพทย์จะถือว่า เห็บ หมัด เหล่านี้เป็นพาหะนำเชื้อโรคไปสู่ทั้งสัตว์และคนได้ โดยแพร่เชื้อผ่านทางน้ำลายนั่นเอง เช่น เชื้อโรคไข้รากสาดใหญ่ที่ติดมาจากหนู ทำให้ปวดศีรษะ มีไข้ คลื่นไส้ หรือโรคพยาธิตัวตืด เป็นต้น

ข้อแตกต่างระหว่างเห็บ และหมัด
ความแตกต่างระหว่างหมัดและเห็บ คือ การเคลื่อนที่หมัดจะเคลื่อนที่เร็ว แต่เห็บจะเคลื่อนที่ช้ากว่า หมัดมีลักษณะตัวแบน ส่วนเห็บมีทั้งตัวผู้ตัวเมีย ส่วนใหญ่ที่เห็นดูดเลือดจนตัวใหญ่จะเป็นตัวเมีย

การป้องกันอันตรายจากเห็บ และหมัด
จริงแล้วหมัดอยู่ได้ในสัตว์ทุกชนิด ไม่ได้อยู่แค่ในแมว หรือแม้แต่การติดเชื้อในสัตว์เอง เช่น พยาธิเม็ดเลือดที่ทำให้สุนัขตาย เป็นต้น ดังนั้นสิ่งสำคัญ คือ การป้องกันไม่ให้สัตว์เลี้ยงไปสัมผัสกับหมัด เพราะหากมีหมัดแล้วก็จะวนเวียนอยู่ในบ้าน และเกิดขึ้นเรื่อยๆ ต้องรีบกำจัดหมัดทั้งในตัวสัตว์และสิ่งแวดล้อม ซึ่งทำได้โดย
1. พยายามอาบน้ำให้สัตว์เลี้ยงบ่อยๆ และใช้ยาป้องกันเห็บหมัด แต่ละครั้งที่ใช้ยาจะออกฤทธิ์อยู่ได้นาน 30-40 วัน โดยสามารถให้สัตวแพทย์หยอดให้หรือซื้อยาหยอดที่ได้มาตรฐานมาหยอดทุกเดือน ซึ่งทั้งนี้ราคาของยาจะถูกแพงแตกต่างกันไปตามยี่ห้อ เช่นกันคุณภาพก็ดีไม่ดีต่างกันไปตามราคา เพราะฉะนั้นอย่าเห็นแก่ของราคาถูกและไม่ได้มาตรฐาน เพราะอาจทำให้สัตว์พิการหรือตายอย่างที่เคยเป็นข่าวได้

2. วงจรชีวิตของหมัดมีทั้งหมด 4 ระยะ คือ ตัวไข่ ตัวอ่อน ดักแด้ และตัวเต็มวัย ตัวที่สามารถกัดได้แล้วคือโตเต็มวัย ซึ่งสามารถอยู่ในบ้านในสิ่งแวดล้อมได้นาน ยิ่งบ้านรกๆ หมัดยิ่งชอบ ดังนั้นจึงต้องทำความสะอาดบ้านบ่อยๆ

3. ใส่ใจสัตว์เลี้ยงสำรวจว่ามีหมัดหรือเปล่า เพราะว่าเจ้าของสัตว์เลี้ยงบางคนไม่รู้ว่าสัตว์ตัวเองมีหมัด
4. หากจับหมัดทิ้งข้างๆ หมัดก็มีโอกาสกระโดดกลับเข้ามาอีก จึงต้องทิ้งในน้ำผสมสบู่หรือยาเพื่อให้ตาย

นอนให้พอดีกับอายุ นำไปสู่สุขภาพที่ดี

เป็นเหมือนกันไหมคะ ยิ่งอายุมาก ก็ยิ่งนอนน้อย แต่วันไหนที่นอนมาก ก็อาจจะไม่ได้รู้สึกสดชื่นแจ่มใสร้อยเปอร์เซ็นต์เสมอไป เป็นเพราะเมื่อเราโตขึ้น ระยะเวลาในการนอนหลับของเราก็เปลี่ยนไปตามอายุของเราด้วย อายุเท่าไร ควรนอนกี่ชั่วโมงถึงจะเรียกได้ว่านอนอย่างเพียงพอ มาดูกัน

มูลนิธิการนอนหลับแห่งชาติ ในสหรัฐอเมริกา ระบุระยะเวลาในการนอนหลับที่เหมาะสม โดยแบ่งตามอายุ ดังนี้

– เด็กแรกเกิด (อายุ 0-3 เดือน) ควรนอน 14-17 ชั่วโมงต่อวัน

– เด็กทารก (อายุ 4-11เดือน) ควรนอน 12-15 ชั่วโมง

– เด็ก (อายุ 1-2 ปปี) ควรนอน 11-14 ชั่วโมง

– วัยอนุบาล (3-5 ปี) ควรนอน 10-13 ชั่วโมง

– วัยประถม (6-13 ปี) ควรนอน 9-11 ชั่วโมง

– วัยมัธยม (14-17 ปี) ควรนอน 8-10 ชั่วโมง

– วัยรุ่น (18-25 ปี): ควรนอน 7-9 ชั่วโมง

– วัยทำงาน (26-64 ปี): ควรนอน 7-9 ชั่วโมง เท่ากับตอนวัยรุ่น

– วัยชรา (65 ปีขึ้นไป) ควรนอน 7-8 ชั่วโมง

ทั้งนี้ทั้งนั้น นี่คือระยะเวลาที่แนะนำว่าดีต่อร่างกายมากที่สุด สามารถ บวกลบ 1 ชั่วโมงได้บ้างในบางกรณีค่ะ เช่น วัยรุ่น วัยทำงาน สามารถนอนได้ 6 หรือ 10 ชั่วโมง โดยที่ไม่ได้แปลว่านอนน้อย หรือมากจนเกินไป

จะเห็นได้ว่า ที่เราอาจจะเคยเรียนกันมาแต่ก่อนว่า นอน 6-8 ชั่วโมงจะเพียงพอ จริงๆ แล้วใครที่นอนต่ำกว่า 6 ชั่วโมงอยู่บ่อยๆ อาจจะกลายเป็นว่ากำลังจะนอนไม่เพียงพอ ยิ่งนอนไม่เพียงพอติดต่อกันนานๆ อาจส่งผลถึงสุขภาพในระยะยาวได้

ผลิตภัณฑ์ของSERGISที่ดีที่สุดสำหรับตับของคุณ

ไวรัสตับอักเสบบี ชื่อนี้มีแต่ความอันตราย

ไวรัสตับอักเสบบี (HBV) คือเชื้อไวรัสที่ทำให้เซลล์ตับของเราทำงานได้ไม่เต็มที่ อาจทำให้เซลล์ตับตายและเกิดเป็นพังผืด จากนั้นกลายเป็นโรคตับแข็งและพัฒนาไปเป็นมะเร็งตับได้ในอนาคต

5 วิธีลดเสียงจากอาการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี

  1. ทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ (ลดปริมาณอาหารที่ทำจากแป้ง น้ำตาล และไขมัน)
  2. อัลฟาท็อกซิน งดอาหารที่เสี่ยงจะมีสารอัลฟาท็อกซินปนเปื้อน มักพบเจอใน ถั่วลิสง พริกเป็น
  3. งดแอลกอฮอล์ทุกชนิด ลด ละ เลิก เครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์เพราะจะทำให้เซลล์ตับถูกทำลาย
  4. ออกกำลังกาย ควรจะออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ไม่ควรหักโหม ให้ร่างกายแข็งแรง
  5. อัลตร้าซาวต์ มีการตรวจสุขภาพประจำปี เพื่อเช็คดูความบกพร่อง และแก้ไข รักษาได้อย่างถูกวิธี

ส่วนการป้องกันด้วยการฉีด วัคซีน ก็สามารถทำได้ โดยแนะนำสำหรับ

– ผู้ที่ตรวจเลือดแล้วไม่พบว่าตัวเองติดเชื้อมาก่อน

– ผู้ที่มีบุคคลเคยเป็นโรคนี้

– ผู้ป่วยไตวายที่ต้องฟอกไต

– ผู้ที่อาจมีภูมิต้านทานบกพร่อง

► อาการเป็นอย่างไร  ? เมื่อรู้สึกว่าตัวเองอ่อนเพลียคล้ายเป็นหวัด มีอาการคลื่นไส้ อาเจียนร่วมด้วย น้ำหนักลดลงกว่าปกติ จุกบริเวณใต้ชายโครงขวา ปัสสาวะออกมามีสีเข้ม และตัวเหลือง ตาเหลือง หากมีอาการดังนี้ให้รีบไปพบแพทย์ทันที

ِ► ติดต่อได้ทางไหน ?

จากการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่ติดเชื้อ มีเชื้อหรือเป็นพาหะ โดยไม่ได้รับการป้องกัน

สัก เจาะ ใช้เข็มฉีดยา อุปกรณ์ของมีคมร่วมกับผู้ป่วย

การติดต่อจากมารดาสู่ทารกในครรภ์

จากอาการที่กล่าวมาด้านต้นร่วมกับแหล่งที่มาของการติดเชื้อ หากใครที่มีพฤติกรรมที่ค่อนข้างสุ่มเสี่ยงอยู่ ก็ควรพึงระวังป้องกันไว้ให้ดีดี อาจจะซื้อผลิตภัณฑ์ของ SERGIS เข้ามาเพื่อการบำรุงทางตรง หรือทางที่ดีควรพบแพทย์หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ ควรได้รับคำแนะนำ การปฏิบัติต่อผู้อื่นและตนเอง เพื่อไม่ให้เกิดเชื้อไวรัสเข้าสู่ตัวเรา