Category สุขภาพทั่วไป

โดนหมัดกัดเสี่ยงเสียชีวิตจริงไหม?

 

“หมัดแมว” หากคุณเป็นทาสของเจ้าแมวสุดที่รักของคุณ คุณคงที่จะแคยเห็นหรือเห็นเป็นประจำอยู่แล้ว จากข่าวดังการเสียชีวิตของนักเรียนหญิง ม.5 เนื่องจากถูกหมัดแมวกัด และติดเชื้อในกระแสเลือด ทำให้ตอนนี้ในหมู่คนเลี้ยงสัตว์ได้ให้ความสนใจกับหมัดแมวเป็นจำนวนมาก แล้วคำถามในตอนนี้ก็คือหมัดแมวอันตรายกัดแล้วเสียชีวิตจริงหรือไม่ แล้วเราต้องระมัดระวังตัวอย่างไร?

หมัดแมว กัดมนุษย์ อันตรายถึงชีวิต?
สพ.ญ.รัตนพร ตั้งวังวิวัฒน์ นายสัตวแพทย์ กองโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค (คร.) กล่าวว่า ปัจจุบันยังไม่มีรายงานว่า หากโดนหมัดกัดแล้วจะทำให้เสียชีวิต จากข่าวที่ว่าติดเชื้อในกระแสเลือด ก็ยังไม่ทราบแน่ชัดว่า สาเหตุของการเสียชีวิตเกิดจากหมัดแมวจริงหรือไม่ ต้องทำการตรวจอย่างจริงจัง สอบสวนโรคและวินิจฉัยเพิ่มเติม ทั้งนี้ได้ยืนยันว่าการถูกหมัดกัดไม่สามารถทำให้เสียชีวิต

อันตรายจากหมัดแมว
หมัดแมว ถึงแม้ว่าจะไม่มีรายงานมาว่าเมื่อถูกกัดแล้วทำให้เสียชีวิต แต่หากเมื่อถูกกัดเข้าแล้วจะมีอาการคันแน่ๆ เกิดขึ้น และตามมาด้วยตุ่มแดงบริเวณที่ถูกกัด บางครั้งก็ใช้เวลา 2-4 วันหลังจากถูกกัด หรือบางครั้งอาจเกิดขึ้นทันที ทั้งนี้อาจจะเกิดอาการแพ้บริเวณผิวหนัง จากการสัมผัสน้ำลายหมัดหรือขี้หมัด โดยเฉพาะบริเวณข้อมือ ข้อเท้า ที่สัมผัสกับสัตว์ โดยอาการแพ้อาจเกิดขึ้นภายใน 2-4 ชั่วโมงหลังถูกกัดหรือใช้เวลาเป็นวัน แต่ยังไม่พบรายงานการแพ้อย่างรุนแรง ที่ทำให้ช็อกหรือเสียชีวิตเลย

เห็บ หมัด อันตรายทั้งต่อสัตว์ และคน
อย่างไรก็ตาม หากถูกเห็บและหมัดกัด ถึงแม้จะไม่ได้ส่งอันตรายใดๆ ถึงชีวิตในทันที แต่ในทางการแพทย์จะถือว่า เห็บ หมัด เหล่านี้เป็นพาหะนำเชื้อโรคไปสู่ทั้งสัตว์และคนได้ โดยแพร่เชื้อผ่านทางน้ำลายนั่นเอง เช่น เชื้อโรคไข้รากสาดใหญ่ที่ติดมาจากหนู ทำให้ปวดศีรษะ มีไข้ คลื่นไส้ หรือโรคพยาธิตัวตืด เป็นต้น

ข้อแตกต่างระหว่างเห็บ และหมัด
ความแตกต่างระหว่างหมัดและเห็บ คือ การเคลื่อนที่หมัดจะเคลื่อนที่เร็ว แต่เห็บจะเคลื่อนที่ช้ากว่า หมัดมีลักษณะตัวแบน ส่วนเห็บมีทั้งตัวผู้ตัวเมีย ส่วนใหญ่ที่เห็นดูดเลือดจนตัวใหญ่จะเป็นตัวเมีย

การป้องกันอันตรายจากเห็บ และหมัด
จริงแล้วหมัดอยู่ได้ในสัตว์ทุกชนิด ไม่ได้อยู่แค่ในแมว หรือแม้แต่การติดเชื้อในสัตว์เอง เช่น พยาธิเม็ดเลือดที่ทำให้สุนัขตาย เป็นต้น ดังนั้นสิ่งสำคัญ คือ การป้องกันไม่ให้สัตว์เลี้ยงไปสัมผัสกับหมัด เพราะหากมีหมัดแล้วก็จะวนเวียนอยู่ในบ้าน และเกิดขึ้นเรื่อยๆ ต้องรีบกำจัดหมัดทั้งในตัวสัตว์และสิ่งแวดล้อม ซึ่งทำได้โดย
1. พยายามอาบน้ำให้สัตว์เลี้ยงบ่อยๆ และใช้ยาป้องกันเห็บหมัด แต่ละครั้งที่ใช้ยาจะออกฤทธิ์อยู่ได้นาน 30-40 วัน โดยสามารถให้สัตวแพทย์หยอดให้หรือซื้อยาหยอดที่ได้มาตรฐานมาหยอดทุกเดือน ซึ่งทั้งนี้ราคาของยาจะถูกแพงแตกต่างกันไปตามยี่ห้อ เช่นกันคุณภาพก็ดีไม่ดีต่างกันไปตามราคา เพราะฉะนั้นอย่าเห็นแก่ของราคาถูกและไม่ได้มาตรฐาน เพราะอาจทำให้สัตว์พิการหรือตายอย่างที่เคยเป็นข่าวได้

2. วงจรชีวิตของหมัดมีทั้งหมด 4 ระยะ คือ ตัวไข่ ตัวอ่อน ดักแด้ และตัวเต็มวัย ตัวที่สามารถกัดได้แล้วคือโตเต็มวัย ซึ่งสามารถอยู่ในบ้านในสิ่งแวดล้อมได้นาน ยิ่งบ้านรกๆ หมัดยิ่งชอบ ดังนั้นจึงต้องทำความสะอาดบ้านบ่อยๆ

3. ใส่ใจสัตว์เลี้ยงสำรวจว่ามีหมัดหรือเปล่า เพราะว่าเจ้าของสัตว์เลี้ยงบางคนไม่รู้ว่าสัตว์ตัวเองมีหมัด
4. หากจับหมัดทิ้งข้างๆ หมัดก็มีโอกาสกระโดดกลับเข้ามาอีก จึงต้องทิ้งในน้ำผสมสบู่หรือยาเพื่อให้ตาย

นอนให้พอดีกับอายุ นำไปสู่สุขภาพที่ดี

เป็นเหมือนกันไหมคะ ยิ่งอายุมาก ก็ยิ่งนอนน้อย แต่วันไหนที่นอนมาก ก็อาจจะไม่ได้รู้สึกสดชื่นแจ่มใสร้อยเปอร์เซ็นต์เสมอไป เป็นเพราะเมื่อเราโตขึ้น ระยะเวลาในการนอนหลับของเราก็เปลี่ยนไปตามอายุของเราด้วย อายุเท่าไร ควรนอนกี่ชั่วโมงถึงจะเรียกได้ว่านอนอย่างเพียงพอ มาดูกัน

มูลนิธิการนอนหลับแห่งชาติ ในสหรัฐอเมริกา ระบุระยะเวลาในการนอนหลับที่เหมาะสม โดยแบ่งตามอายุ ดังนี้

– เด็กแรกเกิด (อายุ 0-3 เดือน) ควรนอน 14-17 ชั่วโมงต่อวัน

– เด็กทารก (อายุ 4-11เดือน) ควรนอน 12-15 ชั่วโมง

– เด็ก (อายุ 1-2 ปปี) ควรนอน 11-14 ชั่วโมง

– วัยอนุบาล (3-5 ปี) ควรนอน 10-13 ชั่วโมง

– วัยประถม (6-13 ปี) ควรนอน 9-11 ชั่วโมง

– วัยมัธยม (14-17 ปี) ควรนอน 8-10 ชั่วโมง

– วัยรุ่น (18-25 ปี): ควรนอน 7-9 ชั่วโมง

– วัยทำงาน (26-64 ปี): ควรนอน 7-9 ชั่วโมง เท่ากับตอนวัยรุ่น

– วัยชรา (65 ปีขึ้นไป) ควรนอน 7-8 ชั่วโมง

ทั้งนี้ทั้งนั้น นี่คือระยะเวลาที่แนะนำว่าดีต่อร่างกายมากที่สุด สามารถ บวกลบ 1 ชั่วโมงได้บ้างในบางกรณีค่ะ เช่น วัยรุ่น วัยทำงาน สามารถนอนได้ 6 หรือ 10 ชั่วโมง โดยที่ไม่ได้แปลว่านอนน้อย หรือมากจนเกินไป

จะเห็นได้ว่า ที่เราอาจจะเคยเรียนกันมาแต่ก่อนว่า นอน 6-8 ชั่วโมงจะเพียงพอ จริงๆ แล้วใครที่นอนต่ำกว่า 6 ชั่วโมงอยู่บ่อยๆ อาจจะกลายเป็นว่ากำลังจะนอนไม่เพียงพอ ยิ่งนอนไม่เพียงพอติดต่อกันนานๆ อาจส่งผลถึงสุขภาพในระยะยาวได้

ผลิตภัณฑ์ของSERGISที่ดีที่สุดสำหรับตับของคุณ

ไวรัสตับอักเสบบี ชื่อนี้มีแต่ความอันตราย

ไวรัสตับอักเสบบี (HBV) คือเชื้อไวรัสที่ทำให้เซลล์ตับของเราทำงานได้ไม่เต็มที่ อาจทำให้เซลล์ตับตายและเกิดเป็นพังผืด จากนั้นกลายเป็นโรคตับแข็งและพัฒนาไปเป็นมะเร็งตับได้ในอนาคต

5 วิธีลดเสียงจากอาการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี

  1. ทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ (ลดปริมาณอาหารที่ทำจากแป้ง น้ำตาล และไขมัน)
  2. อัลฟาท็อกซิน งดอาหารที่เสี่ยงจะมีสารอัลฟาท็อกซินปนเปื้อน มักพบเจอใน ถั่วลิสง พริกเป็น
  3. งดแอลกอฮอล์ทุกชนิด ลด ละ เลิก เครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์เพราะจะทำให้เซลล์ตับถูกทำลาย
  4. ออกกำลังกาย ควรจะออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ไม่ควรหักโหม ให้ร่างกายแข็งแรง
  5. อัลตร้าซาวต์ มีการตรวจสุขภาพประจำปี เพื่อเช็คดูความบกพร่อง และแก้ไข รักษาได้อย่างถูกวิธี

ส่วนการป้องกันด้วยการฉีด วัคซีน ก็สามารถทำได้ โดยแนะนำสำหรับ

– ผู้ที่ตรวจเลือดแล้วไม่พบว่าตัวเองติดเชื้อมาก่อน

– ผู้ที่มีบุคคลเคยเป็นโรคนี้

– ผู้ป่วยไตวายที่ต้องฟอกไต

– ผู้ที่อาจมีภูมิต้านทานบกพร่อง

► อาการเป็นอย่างไร  ? เมื่อรู้สึกว่าตัวเองอ่อนเพลียคล้ายเป็นหวัด มีอาการคลื่นไส้ อาเจียนร่วมด้วย น้ำหนักลดลงกว่าปกติ จุกบริเวณใต้ชายโครงขวา ปัสสาวะออกมามีสีเข้ม และตัวเหลือง ตาเหลือง หากมีอาการดังนี้ให้รีบไปพบแพทย์ทันที

ِ► ติดต่อได้ทางไหน ?

จากการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่ติดเชื้อ มีเชื้อหรือเป็นพาหะ โดยไม่ได้รับการป้องกัน

สัก เจาะ ใช้เข็มฉีดยา อุปกรณ์ของมีคมร่วมกับผู้ป่วย

การติดต่อจากมารดาสู่ทารกในครรภ์

จากอาการที่กล่าวมาด้านต้นร่วมกับแหล่งที่มาของการติดเชื้อ หากใครที่มีพฤติกรรมที่ค่อนข้างสุ่มเสี่ยงอยู่ ก็ควรพึงระวังป้องกันไว้ให้ดีดี อาจจะซื้อผลิตภัณฑ์ของ SERGIS เข้ามาเพื่อการบำรุงทางตรง หรือทางที่ดีควรพบแพทย์หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ ควรได้รับคำแนะนำ การปฏิบัติต่อผู้อื่นและตนเอง เพื่อไม่ให้เกิดเชื้อไวรัสเข้าสู่ตัวเรา