อ่อนเพลียหรือขี้เกียจ เราจะรู้ได้อย่างไร

ถ้าคุณมีลักษณะอาการอ่อนแรงเป็นช่วงช่วงหรือมักจะชอบอ่อนล้าเป็นระยะๆกระทั่งเริ่มจะสงสัยตนเองอยู่หน่อยหน่อยแล้วละว่าความอ่อนแรง เมื่อยล้าง่าย ไม่มีซึ่งเรี่ยวแรงอยากจะทำอะไรมันเป็นเพราะว่าเรากำลังขี้เกียจอยู่ หรือว่าตอนนี้เรากำลังมีปัญหาเกี่ยวกับระบบภายในร่างกายกันแน่ หรือว่าอันที่จริงเรากำลังเป็นโรคอะไรสักอย่างที่เรายังไม่รู้ตัว ดังนั้นวันนี้เราจะมาแนะนำข้อมูลเกี่ยวกับความอ่อนล้าที่เกิดจากความเพลียและความขี้เกียจ ว่าทั้งสองอย่างมีความแตกต่างกันอย่างไร

         เราสามารถมีวิธีตรวจสอบร่างกายของเราได้ง่ายง่าย เพียงแค่การสังเกตตัวเองว่าเรารู้สึกเพลีย และเหนื่อยง่ายบ่อยมากน้อยแค่ไหน เช่น เรารู้สึกว่าไม่มีเรี่ยวแรงทุกวันเลยหรือไม่ หรือเป็นแค่บางครั้งพอได้พักผ่อนเพียงพอก็สามารถกลับมาทำงานได้เหมือนเดิม และเราก็ยังสามารถที่จะทำอะไรต่ออะไรได้อยู่เพียงแค่รู้สึกว่ามันเหนื่อยแค่นั้นหรือไม่ และเรายังสามารถมีความสุขอยู่หรือเปล่าในการใช้ชีวิตประจำวันทุกวันนี้ หากว่ายังมีความสุขปกติดี เพียงแต่รู้สึกแค่อ่อนเพลีย นั่นแสดงว่าร่างกายของเรากำลังต้องการ การพักผ่อน เราอาจจะมีการโหมทำงานหนักมากเกินไปแค่นั้นเอง

แต่ถ้าหากบางคนที่มันรู้สึกว่าอ่อนล้า หมดทั้งแรงกายและแรงใจ รู้สึกเพลียไม่มีแรงตลอดระยะเวลา เป็นอย่างงี้มาสักระยะแล้ว อาจจะเกิดมาจากความไม่สบายใจ และบวกกับการไม่สบายกายร่วมกัน จึงทำให้มีความสะสมของความเครียดเอาไว้ในร่างกายเยอะ ทำให้ร่างกายค่อยค่อยแสดงอาการออกมาทีละน้อย ในการที่จะหมดแรงใจแรงกายในการทำอะไร ซึ่งส่วนมากอาการมักจะเริ่มรู้สึก

รู้สึกหดหู่ใจไม่อยากที่จะทำอะไรและมีความ เครียดกระทั่งนอนไม่หลับ จึงทำให้รู้สึกเหมือนว่านอนพักผ่อนไม่เพียงพออยู่เสมอซึ่งบางคนก็สามารถนอนหลับในช่วงกลางคืนได้แต่พอตอนกลางวันก็ยังอยากที่จะนอนต่อไปอีก บางคนมักจะมีอาการไม่อยากอาหารร่วมด้วย แต่บางรายก็มีความรู้สึกอยากกินอะไรอยู่ตลอดเวลาเหมือนกัน

จะว่าไปอาการอ่อนแรงก็น่าห่วงอยู่ไม่น้อย เพราะว่ากระทบกับสุขภาพกายและก็สุขภาพก็เกี่ยวข้องกับสภาพจิตใจเข้าอย่างจัง และปัญหาความอ่อนแรงทั้งกายและใจของคุณนี่เองจะส่งผลต่อการดำเนินชีวิตของคุณไม่ว่าจะเป็นการทำงาน หรือแม้แต่ความประติสัมพันธ์กับคนรอบตัวของคุณก็จะแย่ลงตามไปด้วย เพราะคุณจะไม่อยากคุยกับใคร และไม่อยากทำอะไรเลย

ซึ่งอาการนี้ถือว่าเริ่มมีอาการร้ายแรงไม่เป็นผลดีต่อการดำเนินชีวิตหากไม่สามารถปรับตัวเองได้ ควรจะไปปรึกษาแพทย์

 

 

สนับสนุนโดย  เครื่องช่วยฟัง

การรักษาคนที่หูไม่ได้ยิน

จากกรณีที่มีสาเหตุมาจากหูน้ำหนวกหรือหูชั้นกลางอักเสบนั้นก็มีทางรักษาหรือสามารถผ่าตัดแก้ไขได้หรือจากกรณีที่เกิดจากประสาทหูพิการหรืออาการที่หูไม่ได้ยินที่มีอาการไม่มากนัก และเพิ่งเริ่มมีอาการไม่นานเกิน 1 เดือน อาจจะทำการรักษาได้ด้วยยารับประทานยาที่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านหูสั่งเท่านั้นเพราะการรับประทานยาที่แพทย์สั่งจะมีประสิทธิภาพที่ดีกว่า และถ้าหากไปซื้อยากินเองมันจะเสี่ยงต่อการกินยาผิดอาจจะไม่ได้รักษาที่หูโดยตรงฉะนั้นการกินยาตามที่หมอสั่งดีที่สุด  หรือผู้ป่วยที่สูญเสียการได้ยินที่ไม่สามารถรักษาฟื้นฟูได้นั้นการรักษาก็จะแตกต่างออกไป

โดยการรักษาจะทำโดยการใส่ เครื่องช่วยฟัง ซึ่งจะเป็นเครื่องขยายเสียงขนาดเล็กที่ใช้สอดใส่เข้าไปในรูหูของผู้ป่วยเพื่อนทำให้มีการได้ยินดีขึ้นและได้ยินมากขึ้นซึ่งเครื่องช่วยฟังจะทำให้รูหูได้รับเสียงได้มากขึ้น หรือจะเป็นเครื่องช่วยฟังอีกแบบคือวางทัดไว้หลังหูซึ่งสามารถใช้ในการช่วยให้ผู้ป่วยทางการได้ยิน ทำให้ได้ยินมากยิ่งขึ้น

และทางด้านผู้ที่มีประสาทหูพิการรุนแรงหรือที่เรียกอีกแบบว่าหูหนวกหรือหูเกือบหนวก นั้นการใส่เครื่องช่วยฟังมักไม่ได้ผลต่อผู้ป่วยหูพิการจึงจำเป็นต้องใช้การรักษาแนวใหม่ คือการรักษาการฝังประสาทหูเทียมซึ่งต้องใช้ความพิถีพิถันเป็นอย่างมากและความร่วมมือเป็นอย่างมากระหว่างทีมแพทย์ที่ผ่าตัดและผู้เชี่ยวชาญด้านสาขาโสตสัมผัส ซึ่งในการรักษาการผ่าตัดหูนั้นต้องใช้ทั้งร่างกายของผู้ป่วยเองและจะต้องมีเงินในการผ่าตัดหูด้วยเพราะการผ่าตัดหูถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ และต้องใช้เงินเป็นจำนวนมาก ฉะนั้นการดูแลรักษาหูของเราก็เป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะถ้าหากเรารักษาหูเราให้ดีเราก็สามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุข

และไม่ต้องเสียเงินในการรักษาด้วย และอีกหนึ่งโรคที่สามารถรักษาและสามารถผ่าตัดแล้วหูกลับมาได้ยินอีกครั้งอีกครั้งคือ โรคหูตึง หูตึงกับหูหนวกต่างกันอย่างไร  ถ้าหากหูหนวกก็จะไม่ได้ยินตั้งแต่เกิด หรือเรียกว่าหูพิการตั้งแต่กำเนิด แต่ถ้าเป็นหูตึงคือ มีการผิดปกติของหูของอาจจะเกิดจากประสาทหูเสื่อม หรืออาจจะเกิดจากปัจจัยอื่นๆ เช่น การใช้หูเยอะ การนำตัวเองไปอยู่ในที่ ที่เสี่ยงที่เสียงดังๆ หรือรวมไปถึงการเกิดอุบัติเหตุใดๆก็ตามที่ส่งผลต่อหูทำให้หูเสีย แต่อย่างไรก็ตามหูตึงการสามารถรักษาให้ได้ยินมากขึ้นได้แต่อาจจะไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้หากได้รับการรักษาที่ถูกวิธี

 

ควรรู้ไว้หากจะซื้อเครื่องช่วยฟัง

      สำหรับคนที่มีปัญหาเกี่ยวกับการได้ยิน และต้องการซื้ออุปกรณ์มาช่วยให้ฟังได้ชัดเจนยิ่งขึ้น หรือบางคนที่ต้องการซื้ออุปกรณ์ช่วยฟังนี้ให้กับญาติผู้ใหญ่สำหรับใช้ เราควรมีข้อมูลและความรู้กับเรื่องต่อไปนี้ก่อนที่เราจะตัดสินใจซื้อ เครื่องช่วยฟัง เพื่อที่เราจะได้ประมาณได้อย่างถูกต้องว่าเราเหมาะกับเครื่องช่วยฟังแบบไหน ชนิดไหน

  1. การใช้เครื่องช่วยฟังเป็นแค่อุปกรณ์ที่จะทำให้เราได้ยินเสียงชัดขึ้น แต่อุปกรณ์ชนิดนี้ไม่สามารถให้หูของเรากลับมาใช้งานได้ดีเหมือนเดิม และถึงแม้โลกของเราจะมีความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีมากแค่ไหน แต่การผลิตเครื่องช่วยฟังนั้นประสิทธิภาพการทำงานการได้ยินเสียงจะไม่ชัดเหมือนกับหูคนปกติร้อยเปอร์เซ็น
  2. เครื่องช่วยฟังมีหลายประเภท และแต่ละประเภทก็มีคุณสมบัติแตกต่างกันออกไป ดังนั้นการที่เราจะเลือกอันไหนที่เหมาะสมกับปัญหาการได้ยินของเรานั้น เราจำเป็นต้องให้แพทย์ตรวจสอบและวินิจฉัยออกมาก่อนว่าปัญหาของเราอยู่ระดับไหนและอาการเป็นอย่างไร เพื่อที่เราจะได้เลือกเครื่องช่วยฟังได้ตรงกับอาการ
  3. เครื่องช่วยฟังต่อให้แพงแค่ไหน และมีการโฆษณาว่าคุณภาพเสียงดีอย่างไรก็ไม่สามารถใช้งานได้เสมือนการใช้หูจริงๆและเครื่องช่วยฟังไม่สามารถลบเสียงรบกวนได้ทั้งหมด ทำได้เพียงแค่ลดระดับความดังของเสียงรบกวนลงมาให้น้อยมากที่สุดเท่านั้น
  4. การเลือกเครื่องช่วยฟังที่ดี ควรใส่แล้วเราไม่รู้สึกอึดอัด และควรใส่พอดีกับหู หากใส่แล้วมีอาการผิดปกติ เช่น ใส่แล้วคัน ใส่แล้วปวดหู ควรรีบไปพบแพทย์ทันที
  5. ก่อนที่คุณจะเลือกซื้อเครื่องช่วยฟังควรปรึกษาแพทย์เฉพาะด้านนี้โดยตรง เนื่องจากแพทย์จะแนะนำคุณได้ดีว่าอาการไม่ได้ยินเสียงของคุณที่เป็นอยู่ควรใส่เครื่องช่วยฟังแบบไหน
  6. เครื่องช่วยฟังที่ดี ใส่แล้วไม่ควรมีเสียงหวีดในรูหูให้เกิดความรำคาญหู และการใส่เครื่องช่วยฟังจะต้องใส่ได้พอดีกับหูของเราเท่านั้น
  7. เราควรรู้ไว้ว่าปัญหาการได้ยินเสียงของแต่ละคนอาการไม่ได้เหมือนกัน ดังนั้นการซื้อเครื่องช่วยฟังมาใช้งาน จึงต้องซื้อให้เหมาะกับเราเท่านั้น ไม่สามารถให้คนอื่นยืมเครื่องช่วยฟังใช้ได้
  8. ก่อนที่เราจะตัดสินใจซื้อเครื่องช่วยฟัง เราควรทดลองใช้งานกับที่ร้านก่อนว่าเราพอใจ รู้สึกรำคาญเวลาใช้หรือไม่ ประสิทธิภาพการได้ยินเราพอใจแค่ไหน เพื่อที่เราจะได้ไม่ต้องมาเสียค่าใช้จ่ายฟรีๆหากซื้อมาแล้วไม่ใช้งาน
  9.  ควรหาข้อมูลของเครื่องช่วยฟังของแต่ละบริษัทว่ามีคุณสมบัติแตกต่างกันแค่ไหน บริการหลังการขายดีหรือไม่  ศูนย์ดูแลมีสาขาเยอะหรือไม่ ราคาแพงมากน้อยแค่ไหน ก่อนที่จะตัดสินใจซื้อเครื่องช่วยฟัง